e-sport tournament กฎกติกาเป็นอย่างไร

ในปี 2020 นี้ มั่นใจว่าคงจะไม่มีผู้ใดยังไม่เคยทราบ ไหมเคยได้เห็นการแข่งขันชิงชัยกีฬา “E-sport” อันเป็นหนึ่งในประเภทกีฬาใหม่ที่เริ่มจะมีหน้าที่เยอะขึ้นเป็นอย่างมากในทศวรรษนี้ นักแข่งขัน, ทัวร์ที่นาเม้นต์ และก็เกมต่างๆปัจจุบันนี้ก็ไม่แตกต่างกับศิลปินหรือรายการโชว์ที่มีคนรักๆนับล้านทั้งโลก รวมทั้งเงินรางวัลที่มากขึ้นโดยตลอดในขณะเพียงแค่ 20 ปีให้หลัง

เมื่อ E-sport กำลังได้รับความพึงพอใจเยอะขึ้นเรื่อยๆ วันนี้พวกเราก็เลยจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของแวดวง มันก็คือ “ทัวร์ที่นาเม้นต์” ที่ถูกจัดขึ้นในเกมต่างๆว่าจะมีต้นแบบ กฏ ข้อตกลง เนื้อหาอย่างไรบ้าง พวกเรามาดูไปพร้อมเพียงกัน

Team Liquid: แชมป์ The International 2017 หนึ่งสำหรับเพื่อการชิงชัย E-sport ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ลักษณะของ E-sport tournament
ถ้าเกิดให้สรุปแบบง่ายและก็สั้นที่สุด E-sport tournament ก็คือการแข่งขันชิงชัยที่มีไว้เพื่อแต่ละกลุ่มได้ต่อสู้กัน “โดยความเป็นธรรม” นั่นเอง โดยคำว่ายุติเตียนธรรมนี้ก็รวมถึง การให้แต่ละกลุ่มได้ต่อสู้กันจนถึงไม่มีคำถาม ว่าคนไหนเป็นกลุ่ม/ผู้ที่แกร่งที่สุดสำหรับการแข่ง การแข่งขัน E-sport ก็เลยมีต้นแบบมากมายก่ายกอง ตามรูปแบบของแต่ละเกมที่ต่างๆนาๆ ซึ่งส่วนมากรวมทั้งจะพิจารณาถึงปริมาณผู้เข้าร่วม รวมทั้งตอนที่ใช้แข่งขัน เป็นหลักว่าควรที่จะใช้แนวทางไหนสำหรับการสร้างทัวร์ทุ่งนาเม้นต์ที่เยี่ยมที่สุด

สำหรับในการทำความเข้าใจกับลักษณะของ E-sport tournament พวกเราก็เลยจะต้องแบ่งเรื่องสำคัญออกเป็น 3 อย่าง ยกตัวอย่างเช่น ปริมาณการแข่งขัน, จำพวกการแข่งขัน, รวมทั้ง Play-off ซึ่งเป็นการแยกไปตามจุดสำคัญในด้านต่างๆดังต่อไปนี้

1.ปริมาณการประลอง
ทุกๆการแข่งขันชิงชัย E-sport นั้น แน่ๆว่าจึงควรวัดกันที่ผลแพ้-ชนะ ของแต่ละคน หรือกลุ่มต่างๆที่ร่วมรายการ โดยที่ปริมาณครั้งที่จำเป็นจะต้องชนะเพื่อผ่านเข้ารอบ หรือเป็นแชมป์สำหรับเพื่อการแข่งขันนั้น จะสมาคมกับแบบเกมที่กำลังแข่งขันอยู่ โดยในประวัติศาสตร์การแข่งขัน E-sport ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา ปริมาณการแข่งขันที่เคย แล้วก็มีการใช้อยู่เป็นประจำก็ได้แก่

Best of One (Bo1) – เป็นการแข่งขันแบบครั้งเดียวได้ผู้ชนะโดยทันที ชอบมองเห็นในเฉพาะการแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มที่มีผู้เข้าร่วมหลายชิ้น, การแข่งขันในรอบ Knockout หรือการแข่งขันในเรื่องที่ส่งผลเสมอเพื่อหาผู้ชนะเพียงแต่เพียงอย่างเดียว
Best of Two (Bo2) – เป็นการแข่งขัน 2 ครั้ง พบได้ทั่วไปมองเห็นได้บ่อยครั้งกว่า การแข่งขันในรูปแบบนี้จะก่อให้เป็นผลได้เพียงแค่ 2 แบบเป็น 2-0 แล้วก็ 1-1 ทำให้นิยมใช้ในต้นแบบการแข่งขัน Group Stage (จะชี้แจงในข้อต่อไป)
Best of Three (Bo3) – การแข่งขันแบบมาตรฐานที่พบได้ทั่วไปที่สุด เป็นการแข่งขันตราบจนกระทั่งได้คน/กลุ่มที่ชนะได้ 2 ครั้ง มักเกิดขึ้นสำหรับในการแข่งขันแบบ Bracket stage รวมทั้งเกมที่จำต้องใช้เวลาการเล่นค่อนข้างจะนาน หรือมีปริมาณการแข่งขันหลายรอบเป็นส่วนมาก
Best of Five (Bo5) – เป็นแบบการประลองที่ใหญ่แล้วก็ใช้เวลานานมากมาย (ราว 2-5 ชั่วโมง) ทำให้มักกจะได้มองเห็นในรอบ Final หรือ Knockout stages เพียงแค่นั้น โดยจะทำแข่งขันให้ได้คนที่ชนะ 3 ครั้งสำหรับการแข่งขันไม่เกิน 5 ครั้ง ก็เลยจะได้ผู้ชนะอย่างแท้จริง อาทิเช่นรอบ Final ของ Dota และก็ CS:GO ฯลฯ
Best of Seven (Bo7) – เป็นแบบการประลองที่ใหญ่และก็ใช้เวลานานเหมือนกัน พบบ่อยการแข่งขันในลักษณะนี้ไม่บ่อยนักแล้วก็ชอบเป็นรอบชิงแชมป์เป็นส่วนมาก เป็นการแข่งขันหาคนที่ชนะได้ 4 ใน 7 คราวก่อน ถึงจะได้เป็นผู้ชนะที่จริงจริง โดยเกมที่จะใช้ระบบ Bo7 ชอบเป็นเกมที่มีช่วงเวลาการแข่งขันไม่นาน ดังเช่นเกมโทรศัพท์เคลื่อนที่ (ได้แก่ RoV และก็เกม Mobile MOBA ต่างๆ) หรือ Sports Game อย่าง Rocket League แล้วก็ RanbowSix ฯลฯ
2. รอบแบ่งกลุ่ม (Group stages)
ต่อจากเรื่องปริมาณการแข่งขันชิงชัย ถัดมาเป็นในส่วนของแนวทางที่จัดให้แต่ละคนได้แข่งขันกันอย่างทัดเทียมและก็ทั่วถึง ทัวร์ทุ่งนาเม้นต์แบบมาตรฐานก็เลยจำเป็นจะต้องที่จะต้องมีการแข่งขันในรูปแบบของ Group stage ก่อนเสมอ (บางครั้งบางคราวบางทีอาจเรียกว่า การแข่งขันแบบ Play-in) เพื่อกระทำการคัดเลือกกลุ่มต่างๆมากมายก่ายกองให้เหลือแค่ไม่กี่กลุ่มก่อนจะไปสู่รอบ Play-off ถัดไป

การแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มนี้มีความหมายมากมาย เพราะเหตุว่าเป็นการให้โอกาสให้กลุ่มได้โอกาสเท่าๆกันที่กำลังจะได้เข้าไปสู่รอบที่สูงขึ้น โดยยิ่งไปกว่านั้นกับกลุ่มเล็ก, กลุ่มคนใหม่ที่พึ่งพิงลงแข่งขันทีแรก ฯลฯ

การแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มจะเริ่มจากการแบ่งผู้เล่นออกเป็นกรุ๊ป ตั้งแต่ 2 ขึ้นไปเท่าๆกัน แล้วให้แต่ละคน/กลุ่มในกรุ๊ปนั้นทำแข่งขันคุ้นเคย คนได้ผู้ชนะประจำกรุ๊ป ในปริมาณแล้วก็แนวทางที่นานับประการในแต่ละเกม การแข่งขันในรูปแบบนี้ก็เลยทำให้ทุกครั้งมได้ได้โอกาสได้แสดงความสามารถได้ 2-4 ครั้ง และก็พบกลุ่มอื่นๆขั้นต่ำ 1-3 กลุ่มเป็นขั้นต่ำเสมอ ทำให้การแข่งขันมีชีวิตชีวารวมทั้งมีคุณค่าอีกทั้งต่อตัวผู้เล่นแล้วก็ผู้ชม ด้วยเหตุว่าถ้าแข่งขันในแบบ Knock-out เลย บางเวลามหรือนักแข่งขันบางบุคคลบางครั้งอาจจะได้แข่งขันเพียงแค่ครั้งเดียว หรือกับเพียงแค่กลุ่มเดียวเพียงแค่นั้นตลอดทัวร์ทุ่งนาเม้นต์

ดังนี้ การแข่งขันแบบ Group stage นี้ก็มีรูปแบบมาตรฐานที่ประสบพบเห็นได้บ่อยครั้ง 4 แบบ ยกตัวอย่างเช่น

Round Robin : เป็นการแข่งขันที่เรียกกล้วยๆว่า “แข่งขันแบบเจอกันหมด” โดยทุกคน/กลุ่ม จะได้พบกัน 1 ครั้ง มักเกิดขึ้นในรอบแบ่งกลุ่มที่มีปริมาณคน/ผู้เล่นในกรุ๊ป 3 กลุ่มเป็นอย่างต่ำ และก็ชอบแข่งขันในแบบอย่าง Bo1 หรือ Bo3 เพื่อความรวดเร็วสำหรับในการวินิจฉัย
Double Round Robin : ราวกับ Round Robin ทุกอย่าง แต่ว่าจะทุกครั้งมจะพบกัน 2 ครั้งเป็นอย่างน้อยแทน เหมือนกับการแข่งขันแบบเหย้า-เยี่ยม ของกีฬาอื่นๆนั่นเอง แบบอย่างเกมที่ใช้การแข่งขันชนิดนี้เป็น RoV Pro League ฯลฯ
การแข่งขันแบบ Round Robin ถือได้ว่าเป็นการแข่งขันแบบ Group Stage ยอดนิยมสูงที่สุด เพราะเหตุว่าการที่ทุกครั้งมได้เจอกัน และก็สบายกับผู้จัดซึ่งสามารถทำให้ทุกครั้งมได้แข่งขันอย่างทัดเทียมกันแล้วก็เร็วทันใจ รวมทั้งในประเด็นการแบ่งรายการเพื่อถ่ายทอดสดได้ง่ายอีกด้วย แม้ว่าจะมีข้อเสียบางประการ ดังเช่นว่า แม้มีการแบ่งกลุ่มมากยิ่งกว่า 1 กรุ๊ป กลุ่มที่อยู่คนละกรุ๊ปกันจะบางทีอาจไม่มีช่องทางได้เจอะกันเลย หรือการที่มีกลุ่มใหญ่พบกลุ่มเล็ก ที่บางทีอาจจะมองไม่แฟร์ หรือบางทีอาจมองสนุกสนานลดน้อยลงบ้าง ฯลฯ

การประลอง RoV Pro League Season 4: Double Round Robin

Swiss Round : เป็นการแข่งขันในแบบอย่างที่เจอได้ไม่บ่อยนัก โดยแนวความคิดของวิธีการทำ ได้มาจากการแข่งขันกีฬาอย่างหมากรุก ที่มีผู้เล่นกว่าร้อยคนภายในการแข่งขันครั้งเดียว โดยผู้เล่น/กลุ่ม จำนวนไม่ใช่น้อยนี้จะทำจับฉลากเพื่อเจอกันเป็นคู่ๆแล้วก็แข่งขันในต้นแบบ Bo1, Bo2 หรือ Bo3 การแข่งขันในรูปแบบนี้ จะก่อให้ทุกๆครั้งที่แข่งขัน จะมีผู้เล่นลดน้อยลงครึ่งนึ่งเสมอ แม้กระนั้นก็อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีความต่างกันบางในเนื้อหา เป็นต้นว่า
Swiss Round แบบธรรมดา ผู้แพ้จะไม่เข้ารอบในทันที ผู้ชนะที่เหลือจะแข่งขันกันอาทิเช่นเดิมไปเรื่อยจนกระทั่งเหลือผู้เล่น/กลุ่ม ไม่กี่กลุ่ม แล้วจึงแข่งขันในแบบอื่นๆเพื่อหาผู้ชนะถัดไป มักใช้ในเรื่องที่มีผู้แข่งขันเยอะแยะรวมทั้งเวลาจำกัด
Swiss Round แบบกรุ๊ป เป็นการแข่งขันแบบธรรมดาก่อน 1 ครั้ง แล้วในรอบลำดับที่สอง จะเป็นการจับฉลากพบกันเองระหว่างผู้ชนะ-ผู้ชนะ และก็ ผู้แพ้-ผู้แพ้ ในรอบก่อนหน้านี้ โดยบางครั้งอาจจะแข่งขันในรูปแบบนี้จำนวนกี่ครั้งก็ได้ แล้วจึงหาผู้เข้ารอบโดยแนวทางนับคะแนนหรือผลแพ้ชนะ การแข่งขันลักษณะนี้จะมีผลให้ผู้เล่น/กลุ่ม ได้ได้โอกาสเจอะกันเพิ่มมากขึ้น
แม้คนใดที่อยู่ในแวดวงของการ์ดเกม ก็รู้สึกว่าน่าจะเคยชินกับระบบ Swss Round อย่างดีเยี่ยมแน่ๆ, Hearthstone ที่เป็นเกมการ์ดก็เลยใช้ระบบนี้สำหรับในการแข่งขันบ่อยมาก เกมจำพวก fightings, simulators และก็ Board game ต่างๆก็นิยมใช้กรรมวิธีการแข่งขันนี้ แต่ว่าในเกมทั่วๆไปที่ทุกคนรู้จักอย่าง CS:GO ก็มีการแข่งขันในรูปแบบนี้เช่นเดียวกัน (มักใช้กับการแข่งขันแบบ 16 กลุ่มขึ้นไป)

แบบอย่างของการแข่งขันแบบ Swiss Round แบบกรุ๊ป
GSL System : เป็นการแข่งขันแบบพิเศษที่มีความสลับซับซ้อนน้อย พูดอีกนัยหนึ่ง จะมีการแบ่งกลุ่มเป็นกรุ๊ปละ 4 คน/กลุ่ม แล้วจึงจับให้แข่งขันคุ้นเคยในกรุ๊ป ทำให้ได้ผู้ชนะรวมทั้งผู้แพ้อย่างละคู่ แล้วก็เลยทำแข่งขันคุ้นเคยในคู่นั้นอีกที
ในคู่ผู้ชนะ คน/กลุ่มที่ชนะจะได้เป็นแชมป์กรุ๊ป ผ่านเข้ารอบถัดไปในทันที ผู้แพ้จะตกลงไปพบผู้ชนะในคู่ผู้แพ้
ในคู่ผู้แพ้ คน/กลุ่มที่ชนะจะขึ้นไปพบกับผู้แพ้ของคู่ผู้ชนะ กำเนิดเป็นการแข่งขันรอบที่ 3 สำหรับคนที่แพ้ในรอบนี้จะไม่เข้ารอบโดยทันที
ในรอบที่ 3 ผู้แพ้จะไม่เข้ารอบโดยทันที ส่วนผู้ชนะก็จะขึ้นไปพบกับแชมป์กรุ๊ป
ในตอนก่อนหน้านี้ GSL System เบาๆเป็นที่นิยมมากเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุว่าสามารถขจัดปัญหาของการแข่งขันแบบ Round Robin ที่เคยกล่าวไปได้พอดิบพอดีเหมาะ (ทำให้ทุกครั้งมได้โอกาสเจอกันเยอะขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งใช้เวลาแข่งขันต่ำลง) เปรียบเสมือนกับการแข่งขันแบบ Play-off ในรอบแบ่งกลุ่ม แบบอย่างเกมที่ใช้แนวทางแบบนี้ก็เป็นต้นว่า Dota 2 และก็ CS:GO ฯลฯ

แบบอย่างการแข่งขันแบบ GSL System
3. รอบ Playoff
การแข่งขันรอบ Playoff หรือ knockout stages ในบางพื้นที่ก็เรียกว่าการแข่งขันแบบ Olympic system เป็นการแข่งขันในระดับชิงแชมป์ รวมทั้งจะเกิดขึ้นข้างหลัง Group Stage เสมอ (ในเรื่องที่มี) เป็นการแข่งขันที่มีเอกลักษณ์เป็น “Bracket” หรือก็คือสายบน-สายด้านล่าง ที่ทุกคนคงจะรู้จักดีกันอย่างดีเยี่ยม ถือได้ว่าเป็นการแข่งขันที่สำคัญที่สุดของ Tournament หนึ่งๆทำให้ในบางครั้งก็ถูกเรียกว่า “Main Event” ได้ด้วย การแข่งขันในรอบ Playoff จะมีเพียงแต่ 2 แบบย่อยสำคัญๆเป็น Single แล้วก็ Double elimination

Single Elimination : เป็นการแข่งขันแบบ “แพ้ให้ออก” โดยจะไม่มีการตกลงไปสายด้านล่างอีก ด้วยเหตุว่าผ่านการแข่งขัน Group Stage มาแล้ว ถือได้ว่าเป็นการแข่งขันที่ไม่อ้อมค้อมที่สุดรวมทั้งต่อสู้กันดุเดือดเลือดพล่านที่สุด เพราะเหตุว่าทุกครั้งมจะไม่มีช่องทางแก้ตัวเลยสำหรับการแข่งขันลักษณะนี้ โดยชอบแข่งขันแบบ Bo3 หรือ Bo5
Double Elimination : เป็นแบบอย่างที่ได้รับนิยมมากยิ่งกว่า การแข่งขันจะเริ่มขึ้นโดยมีบุคคลที่อยู่ในสายบน (Upper bracket) แล้วก็สายด้านล่าง (Lower bracket) ผู้ชนะในสายบนจะได้ไปต่อในสายเรื่อยส่วนผู้แพ้จะตกลงไปสายด้านล่าง การแข่งขันในสายข้างล่างถ้าหากแพ้จะไม่เข้ารอบในทันที คนที่อยู่สายด้านล่างจะแข่งขันไปเรื่อยจนได้แชมป์สายด้านล่าง เพื่อไปพบกับแชมป์สายบนท้ายที่สุด
การแข่งขันรูปแบบนี้ทำให้กลุ่มที่อยู่สายบนดีกว่าที่จะต้องแข่งขันน้อยกว่า ทำให้มองเห็นแล้วก็มีเวลาปรับพฤติกรรม/ปรับแผนสำหรับคู่แข่งที่จะพบรอบถัดไปเยอะขึ้นเรื่อยๆ ส่วนกลุ่มสายด้านล่างจะเป็นต่อที่ได้แข่งขันมากยิ่งกว่า ทำให้พบกับกลุ่มต่างๆแล้วก็เก็บข้อมูลได้ดียิ่งไปกว่า แลกเปลี่ยนกับพลังกายและก็พลังใจที่บางทีอาจลดน้อยไปสำหรับเพื่อการแข่งขันบ่อยมาก เมื่อการต่อสู้ของแชมป์สายข้างล่างรวมทั้งสายบนในรอบ Final จบลง พวกเราก็จะได้ผู้ชนะสุดท้าย

การแข่งขัน The International 2019 ที่มี OG เป็นผู้ชนะ เป็นการแข่งขันแบบ Double Elimination จะมีความเห็นว่าสายบนนั้นมีปริมาณแข่งขันน้อยกว่ามากมาย
ดังนี้ ยังมีการแข่งขัน Playoff ในต้นแบบที่สลับซับซ้อนกว่าอย่าง “Triple Elimination” อยู่ด้วย ซึ่งหาดูได้ยากกว่า เพราะเหตุว่าเกิดขึ้นได้เพียงแค่บางเกมที่มีผู้เข้ารอบ Playoff จำนวนไม่ใช่น้อยแค่นั้น ตัวอย่างเช่นเกมจำพวกการ์ด (Hearthstone, MTG, Gwent) หรือเกมชนิดต่อสู้ (Street Fighter, Mortal Combat, Tekken) และก็เกม Simulator ต่างๆฯลฯ

4. ระบบ League เป็นยังไง ?
แล้วระบบ League เป็นอย่างไร เพราะเหตุใด Dota 2 ที่จัดแจงแข่งขันมาแล้วแทบสิบปีถึงพึ่งมาตั้งระบบนี้เป็นของตนเอง แม้จะกล่าวโดยย่อก็คือ League (ลีก) เป็นต้นแบบการจัดระบบการประลอง ที่เป็นคนละส่วนกับแนวทางจัดแจงแข่งขันตามที่กล่าวไป 3 ข้อข้างบน โดยที่การแข่งขันนั้นจะใช้ระบบลีกหรือไม่ก็ได้ แต่ว่าทุกๆการแข่งขันจึงควรจัดตามแนวทางที่ได้กล่าว 3 ข้อก่อนหน้าที่ผ่านมา แบบใดแบบหนึ่งหรือมากมายว่า

Dota 2 กำลังมีระบบลีกอย่างเป็นทางการ ในชื่อ Regional Leagues หลังจากที่มีการใช้ระบบ DPC เพียงอย่างเดียวมานาน
ระบบ League จะช่วยให้ทุกฝ่ายที่มีความเกี่ยวข้องกับเกมสามารถเข้าถึงและก็เจอหากันได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ทั้งยังเกม, กลุ่มนักแข่งขัน, ผู้จัดงาน รวมทั้งผู้ชม และก็ยังส่งผลให้เกมมีการแข่งขันที่เป็นระบบกฎระเบียบ มีวันเวลาสำหรับในการแข่งขันที่กระจ่างแจ้งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในบางลีก ตัวเกมสามารถใช้นักแข่งขันในลีกเพื่อโปรโมตตนเองได้ (รวมทั้งการโปรโมตตนเองของนักแข่งขันด้วย) รวมทั้งนักแข่งขันก็ได้รับเงินเดือนจากทางผู้จัดในระหว่างแข่งในลีกด้วย ผู้ชมยังสามารถส่งเสริมอีกทั้งเกมและก็ผู้เล่นได้โดยตรงตามแต่ที่ผู้ให้บริการเกมจะหาให้ (ได้แก่แนวทางการขาย item ในเกม/ผิดกติกา ที่เป็นแบรนด์ของแต่ละกลุ่ม) ทั้งหมดทั้งปวงนี้ก็เพื่อความมั่นของของ E-sport ในแต่ละเกม ด้วยเหตุว่าการพัฒนาของลีก จะช่วยปรับให้ทุกส่วนที่กล่าวมาปรับปรุงไปพร้อมเพียงกัน

League จะวางการแข่งขันชิงชัยอย่างมีระบบ มีการเลื่อนชั้น ตกชั้น ทำให้มีกลุ่มเข้าออกอยู่เสมอเว